
ล่าสุด ประเด็นภาวะการมีบุตรน้อยกลายเป็นข่าวไวรัล เมื่อเพจ World of Statistics ระบุว่า อัตราการเจริญพันธ์ของไทยต่ำที่สุดในโลก ที่ระดับ 0.78 (โดยเฉลี่ย ผู้หญิงไทยหนึ่งคนมีบุตร 0.78 คน) ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต ที่ไทยจะมีประชากรในวัยแรงงานลดลงมาก
อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบข้อมูลจาก UNFPA Thailand ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 1.0 ส่วนบางแหล่งได้อ้างข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลที่พบว่า อัตราการเจริญพันธุ์ในเดือนมกราคม 2569 ของไทยอยู่ในระดับ 0.86 แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และแม้ว่าตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์ที่แท้จริงเป็น 0.78 0.86 หรือ 1.0 แต่ก็ล้วนเป็นระดับที่ถือเป็นวิกฤติประชากรเช่นกัน
บทความนี้จะลองพิจารณา ปัจจัยและความยากลำบากในการตัดสินใจมีบุตรของคนไทยในปัจจุบัน รวมถึงแนวทางในอนาคต
ปัจจัยในการตัดสินใจการมีบุตร
ผลการศึกษาของ Satayu และ Anchana (2021) จากนิด้า พบว่า ปัจจัยทางบวกที่จะช่วยให้คนชนชั้นกลางตัดสินใจมีบุตรคือ รายได้ของครัวเรือนที่มากขึ้น และการมีครอบครัวในการช่วยสนับสนุนในการเลี้ยงดู ส่วนปัจจัยที่มีผลในทางลบต่อการตัดสินใจมีบุตรคือ อายุในการแต่งงานที่เพิ่มขึ้น (ยิ่งแต่งงานช้า ยิ่งมีบุตรน้อยลง) และการอยู่ในเมือง
ทั้งนี้ ปัจจัยเหล่านี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น การมีครอบครัวแบบขยายจะเพิ่มโอกาสที่ครอบครัวช่วยการสนับสนุนในการเลี้ยงดู แต่การอยู่ในเมืองจะทำให้โอกาสที่ครอบครัวช่วยในการเลี้ยงดูลดลง ขณะเดียวกัน ในขณะที่ระดับการศึกษาจะทำให้ระดับรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น (ซึ่งเพิ่มโอกาสในการมีบุตร) แต่ในทางกลับกันก็ทำให้อายุในการแต่งงานเพิ่มขึ้น (ซึ่งโอกาสมีบุตรลดลง) และระดับรายได้ของครัวเรือนก็ยังสัมพันธ์กับอายุในการแต่งงานที่เพิ่มขึ้นด้วย

เพราะฉะนั้น แม้ว่าความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ในการตัดสินใจมีบุตรจะมีความซับซ้อนไม่น้อย แต่โดยรวมก็อาจสรุปได้ว่า (ก) ความไม่แน่ใจทางเศรษฐกิจของครัวเรือน (ข) การขาดตัวช่วยในการเลี้ยงดู และ (ค) อายุการแต่งงานที่มากขึ้น จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจมีบุตรของคนไทย
ต้นทุนในการมีบุตรหนึ่งคน
ดังนั้น คำถามหนึ่งที่เรามักได้ยินเสมอคือ “แล้วการมีบุตรหนึ่งคนใช้เงินเท่าไร?” แน่นอนว่า ในความเป็นจริง ต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แต่เราอาจใช้ตัวเลขค่าเฉลี่ยจากการศึกษาภาพรวมในการเลี้ยงดูบุตรของคนไทยในการตอบคำถามนี้
ผลการศึกษาของ Chalermphol และคณะ (2019) ได้ใช้ข้อมูลปี 2560 ประมาณการณ์ว่า การเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคน จาก 0-14 ปี จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 1.57 ล้านบาท โดยแยกเป็นรายจ่ายของครัวเรือนเอง 765,714 บาท/คน และรายจ่ายของภาครัฐ (โดยเฉพาะในระบบการศึกษาและสาธารณสุข) 807,407 บาท/คน หรือเฉลี่ยรายจ่ายของครัวเรือนเอง = 4,254 บาท/เดือน (แต่ในความเป็นจริง รายจ่ายในแต่ละช่วงอายุจะต่างกัน ซึ่งจะแสดงในรายละเอียดต่อไป
ส่วนผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้วิเคราะห์ข้อมูลในปี 2564 พบว่า ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคน จาก 0-21 ปี จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 3.00 ล้านบาท โดยรายได้เฉลี่ยของแรงงานหนึ่งคนเท่ากับ 108,122 บาท/คน/ปี (หรือประมาณ 9,010 บาท/เดือน)
ถ้าจำแนกตามช่วงอายุ จะพบว่า อายุ 0-4 ปี ต้องใช้งบประมาณเลี้ยงดูเด็ก 83,998 บาท/คน/ปี โดยเป็นงบประมาณของครัวเรือนเอง 43,126 บาท/คน/ปี หรือเฉลี่ย 3,594 บาท/เดือน (ประมาณ 40% ของรายได้แรงงานหนึ่งคน) อายุ 5-14 ปี ต้องใช้งบประมาณเลี้ยงดู 141,490 บาท/คน/ปี โดยเป็นงบประมาณของครัวเรือนเอง 60,817 บาท/คน/ปี หรือเฉลี่ย 5,068 บาท/เดือน (ประมาณ 56% ของรายได้แรงงานหนึ่งคน) และ อายุ 15-24 ปี ต้องใช้งบประมาณเลี้ยงดู 166,261 บาท/คน/ปี โดยเป็นงบประมาณของครัวเรือนเอง 101,717 บาท/คน/ปี (ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
ต้นทุนการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามรายได้ครัวเรือน
ข้อมูลที่น่าสนใจมากของ Chalermphol และคณะ (2019) พบว่า ต้นทุนในการเลี้ยงดูแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ของครัวเรือน โดยแบ่งครัวเรือนของไทยเป็น 5 กลุ่ม จากที่จนที่สุด จนถึงกลุ่มที่รวยที่สุด จะเห็นว่า ต้นทุนรวมในการเลี้ยงดูบุตรจาก 0-14 ปี ของครัวเรือนกลุ่มที่จนที่สุด 20% ของประเทศ จะเท่ากับ 1.205 ล้านบาท/คน ในขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% มีต้นทุนรวมในการเลี้ยงดูบุตรถึง 3.049 ล้านบาท/คน
ยิ่งหากเรามองเจาะลึกลงเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเอง ยิ่งเห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจน ครัวเรือนกลุ่มที่จนที่สุด 20% ของประเทศมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ตนเองจ่ายเองประมาณ 364,277 บาท ในขณะที่ลุ่มครัวเรือนที่รวยที่สุด 20% มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่ตนเองจ่ายเองประมาณ 2,381,937 บาท/คน หรือมากกว่ากันถึง 6.5 เท่า
และถ้าเราจะเจาะต่อในรายจ่ายของครัวเรือนในภาคการศึกษา เราจะพบว่าความแตกต่างที่ขยายกว้างขึ้น ครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 20% มีการลงทุนต่อบุตร 1 คนในรูปแบบรายจ่ายด้านการศึกษาสูงกว่าครัวเรือนที่จนที่สุด 20% ถึงประมาณ 35 เท่า (332,745 บาทและ 9,504 บาท ตามลำดับ) ส่วนรายจ่ายด้านสุขภาพจะต่างกันประมาณ 14 เท่า (253,514 บาทและ 17,688 บาท ตามลำดับ)

นั่นแปลว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ 20% สูงสุดของประเทศ มีการลงทุนในการศึกษา และในด้านสุขภาพ โดยการจ่ายเงินด้วยตนเองสูงกว่ามาก ซึ่งอาจสะท้อนทั้งข้อจำกัดของบริการภาครัฐในบางมิติ เช่น ความมั่นใจในคุณภาพหรือระยะเวลาในการเข้าถึงบริการ และในขณะเดียวกันก็สะท้อนความต้องการคุณภาพที่สูงขึ้นของครัวเรือนรายได้สูง ที่เลือกลงทุนเพิ่มเติมนอกระบบรัฐ
ในทางกลับกัน ภาวะการลงทุนในการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมากของครัวเรือนที่มีฐานะต่างกัน ก็ได้ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษา ที่ผลการสอบ PISA2022 ของนักเรียนกลุ่ม 25% ที่จนที่สุดมีความแตกต่างจากกลุ่ม 25% ที่มีรายได้สูงสุดเป็นอย่างมาก เช่น วิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มจนสุดได้ 375 คะแนน กลุ่มรวยสุดได้ 435 คะแนน (ค่าเฉลียของประเทศ = 394 คะแนน) วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มจนสุดได้ 388 คะแนน กลุ่มรวยสุดได้ 453 คะแนน (ค่าเฉลียของประเทศ = 409 คะแนน) และวิชาการอ่าน กลุ่มจนสุดได้ 356 คะแนน กลุ่มรวยสุดได้ 420 คะแนน (ค่าเฉลียของประเทศ = 379 คะแนน) ซึ่งนั่นแปลว่า อาจกำลังกายเป็นความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่นอีกชั้นหนึ่ง
(อนึ่ง เวลากล่าวถึงครัวเรือน 20% ที่มีรายได้สูงสุด ชนชั้นกลางจำนวนมากมักไม่คิดว่าตนเองอยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้สูงสุด 20% ครอบคลุมชนชั้นกลางส่วนใหญ่ในสังคมไทย ส่วนครัวเรือนที่คนไทยมักเรียกว่า “เศรษฐี” จะมีเพียงประมาณ 1% ที่มีรายได้สูงสุดของประชากรเท่านั้น)
แนวโน้มของต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรเพิ่มขึ้นไวกว่ารายได้
เมื่อนำข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระหว่างปี 2560 กับปี 2564 มาเปรียบเทียบกัน จะพบว่า ต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรของคนไทย ในช่วง 0-4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 73,782 บาท/คน/ปี มาเป็น 83,998 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 14%) ในช่วง 5-14 ปี เพิ่มขึ้นจาก 126,495 บาท/คน/ปี มาเป็น 141,490 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 12%) และในช่วง 15-24 ปี เพิ่มขึ้นจาก 152,588 บาท/คน/ปี มาเป็น 166,261 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 9%)
ถ้าพิจารณาเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนออกเองจะพบว่า ต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรที่ครัวเรือนจ่ายเอง ในช่วง 0-4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 39,548 บาท/คน/ปี มาเป็น 43,126 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 9%) ในช่วง 5-14 ปี เพิ่มขึ้นจาก 55,244 บาท/คน/ปี มาเป็น 60,817 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 10%) และในช่วง 15-24 ปี เพิ่มขึ้นจาก 92,238 บาท/คน/ปี มาเป็น 101,171 บาท/คน/ปี (เพิ่มขึ้น 10%)
จะเห็นว่าในช่วงเวลาที่ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่ครัวเรือนจ่ายเองมากขึ้นราว 9-10% ในช่วงเดียวกันนั้น รายได้ของแรงงานหนึ่งคนของคนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% (จากฐานข้อมูลชุดเดียวกัน) เพราะฉะนั้น หัวใจของปัญหาอาจไม่ใช่เพียงการที่คนไทยไม่อยากมีบุตร แต่คือการที่ต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการรองรับของครัวเรือนและระบบสนับสนุนโดยรวม
ภาครัฐไม่ได้ลงทุนน้อยลง
เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขการลงทุนของภาครัฐในการเลี้ยงดูบุตร จะเห็นภาพว่า ภาครัฐไทยไม่ได้มีการลงทุนในเรื่องนี้ที่น้อยลง ตัวเลขที่เปรียบเทียบระหว่างปี 2560 กับปี 2564 จะพบว่า ภาครัฐได้เพิ่มการลงทุนในการเลี้ยงดูบุตรขึ้น 19% สำหรับช่วงอายุ 0-4 ปี 13% สำหรับช่วงอายุ 5-14 ปี และ 7% สำหรับช่วงอายุ 15-24 ปี
และถ้าเทียบเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายจะพบว่า การลงทุนของภาครัฐมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายในช่วงอายุ 0-4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 46% ในปี 2560 เป็น 49% ในปี 2564 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด ส่วนในอายุ 5-14 ปี สัดส่วนการลงทุนของภาครัฐจะใกล้เคียงเดิมคือ 56% เป็น 57% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนในช่วงอายุ 15-24 ปี สัดส่วนการลงทุนของภาครัฐลดลงเล็กน้อยจาก 40% เป็น 39% ในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากค่าใช้จ่ายโดยรวมที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (ทั้งที่ครัวเรือนจ่ายเองและที่รัฐบาลจ่าย อาจตั้งข้อสันนิษฐานได้ 3 ประการคือ หนึ่ง สัดส่วนที่รัฐบาลลงทุนยังน้อยเกินไป (แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นแล้ว) สอง คุณภาพบริการของภาครัฐยังอาจไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้บริการส่วนหนึ่ง และ สาม ค่าใช้จ่ายที่ภาคเอกชนจ่ายเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษา
สรุป
ภาวะการมีบุตรน้อยลงในสังคมไทยสัมพันธ์กันอย่างมากกับ (ก) ภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มขึ้น (ข) แรงสนับสนุนจากครอบครัวและรัฐบาลที่ยังจำกัดและ/หรือไม่ตอบโจทย์ (ค) ความคาดหวังในการดูแลบุตรให้มีอนาคตที่ดีขึ้น และ (ง) เงื่อนไขส่วนบุคคลอื่นๆ เช่น อายุ ลักษณะครอบครัว เป็นต้น
เพราะฉะนั้น จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาการมีบุตรน้อยลง จะไม่สามารถดำเนินการได้ โดยการรรณรงค์หรือการสร้างแรงจูงใจระยะสั้น (หรือเฉพาะช่วงเวลา) เท่านั้น แต่รัฐบาลจะต้องสนับสนุนและลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อ (ก) เติมระดับสวัสดิการพื้นฐานแบบถ้วนหน้าในการเลี้ยงดูบุตร (ข) สร้างระบบสนับสนุนและ/หรือระบบที่ยืดหยุ่นในการเลี้ยงดูบุตร เช่น ศูนย์เด็กอ่อน ศูนย์เด็กเล็ก การทำงานแบบยืดหยุ่น (ค) สร้างหรือยกระดับบริการด้านการศึกษาและสุขภาพทั้งระบบให้ดีพอและ/หรือสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ที่จะมีบุตร ซึ่งจะช่วยลดความยากลำบากในการมีบุตรลง และช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการมีบุตรได้
